วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กีฬาที่ไม่มีทางชนะได้เสมอ....

ความรักเป็นกีฬาชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อบุคคลใดเล่นเข้าแล้ว ก็ต้องประสบภาวะใดภาวะหนึ่งเสมอ นั่นคือ ไม่แพ้ก็ชนะ แต่การแพ้พ่ายรักมีผลกระทบกระเทือนและฝังใจมากกว่าการแพ้กีฬาชนิดอื่น บางคนจะระบมหม่นไหม้ไปตลอดชีวิต บางคนใช้เวลารักษาแผลใจอยู่เป็นเวลานานปี และที่สำคัญไม่มีเพื่อนร่วมแพ้ด้วย กีฬารักเป็นการลงสนามกับคู่ต่อสู้เพียงตัวต่อตัว ซึ่งตามจริงยุติธรรมมาก คนที่กล้าเล่นกับความรักจึงต้องกล้าได้กล้าเสีย กล้าเผชิญความจริง แม้ทุกคนต้องการชัยชนะและความสมหวังในรัก ความรักก็ให้ความสมหวังแก่คนได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น บางคนชนะในเบื้องต้น แต่ก็พ่ายในเบื้องปลาย นั่นคือได้แต่งงานสมหวัง แต่ชีวิตการแต่งงานเต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ ไม่อาจให้ราบรื่นสงบเรียบร้อยได้ แล้วท่านละชนะหรือแพ้ในกีฬาชนิดนี้.....

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

นี่แหละรักแท้...ตอบน้ำชาได้แล้ว...

ความเข้าใจกัน ทำให้คนเห็นอกเห็นใจกัน ความเห็นอกเห็นใจกัน ทำให้คนรักกัน ความรักที่มีพื้นฐานจากความเห็นอกเห็นใจนั้น เป็นความรักที่นุ่มนวลและมั่นคง เสมอเหมือนเส้นไหม ที่ควั่นเป็นเกลียวแล้ว ยากนักที่จะดึงให้ขาดได้..ถูกต้องไหม..???

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อันเพื่อนดีมีน้อย แต่ก็พอใจ

แม้ข้าพเจ้าจะมีมิตรน้อย แต่ข้าพเจ้าก็ได้มิตรแท้ เป็นมิตรที่น่าภาคภูมิใจ ข้าพเจ้าทราบดีว่า ถ้าเราต้องการมิตรแท้นั้น เราต้องเป็นมิตรแท้กับคนอื่น แสดงความซื่อสัตย์สุจริต ขยายความลับของตนแก่เพื่อน ปกปิดความลับของเพื่อนมิให้แพร่งพราย ทั้งสองนี้ต้องปฏิบัติไปพร้อมๆ กันนะขอรับ.....

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ควรหาไว้ครอบครองนะตัวเอง

ผู้ชายที่ดีนั้น เขาจะไม่ยอมกล่าวข้อความใดๆ อันจะนำความเสื่อมเสียมาสู่สตรีที่เขาสมาคมด้วย ผู้ชายที่ดีย่อมรักษาเกียรติของสุภาพสตรีที่ตนเกี่ยวข้องด้วยชีวิต ข้าพเจ้าหมายถึง เขาจะไม่ยอมกล่าวข้อความอันใดอันจะพาดพึงถึงสตรีที่เกี่ยวข้องในทางเสื่อมเสีย หรือเอาตัวรอดเพียงผู้เดียวแล้วป้ายสีความไม่ดีให้สุภาพสตรีเป็นผู้รับไปนะ...รีบหาไว้คนแบบนี้ เหมาะที่จะเป็นพ่อของลูก ฮิๆๆๆ

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เข็นครกขึ้นภูเขา..แต่นี้เข็นภูเขาลงครกนะ..

น้องหญิงเอ๋ย...อันว่าแม่น้ำเจ้าพระยานี้ไหลจากทิศเหนือสู่เบื้องต่ำ หรือจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้มาเป็นเวลานานแล้ว เป็นการยากเหลือเกินที่จะให้สายน้ำแห่งเจ้าพระยานี้ไหลกลับสู่ทิศเหนือได้ฉันได ความรักของฉันที่ดิ่งลงในตัวเจ้าในลักษณะแห่งหนุ่มสาวมานานพอควรแล้ว ก็เป็นฉันนั้น เป็นการยากลำบากอย่างล้นเหลือที่จะแปรให้กลายสภาพเป็นความรักอย่างน้อง ความรักของเราแปรจากมิตรภาพเป็นความรักอย่างเสน่หามาครั้งหนึ่งแล้ว ยิ่งต้องมาแปรจากเสน่หาเป็นความรักอย่างน้องร่วมสายโลหิต ร่วมอุทรอีก เธอจะเป็นว่ามันเป็นการอันหนักและเหน็ดเหนื่อยเพียงใด..ฉันทำไม่ได้หรอกนะ...

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เส้นผมบังภูเขา...ฮ่า..

"ความหวัง" ถูกแล้วคนหนุ่มสาวส่วนมากมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง และเขามักจะสร้างความหวังไว้สวยหรูเกินไปเสมอ เมื่อความหวังที่เขาทำหรือสร้างไว้มิได้เป็นดั่งหวัง เขาก็ซบเซาเศร้าโศก มองชีวิตเป็นของไร้ค่า ไม่ควรแก่การถนอม ชีวิตซึ่งมารดา-บิดาผู้บังเกิดเกล้าเฝ้าถนอมกล่อมเลี้ยงมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้งรัก ทั้งหวงแหน ทั้งชื่นชมยินดี แต่เด็กหนุ่มสาวส่วนมากมิค่อยได้คิดถึงความจริงในเรื่องนี้ กลับพอใจจะมอบชีวิตตนให้อยู่ในมือของคนอื่น (คนรัก/แฟน) ยินดีให้เขาผูกมัด ฟัดเหวี่ยงไปตามใจปรารถนา ซึ่งสตรีนั้นบางทีเขาก็ไม่ทราบว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ทำความดีแก่ตนเพียงเล็กน้อย ยิ้มให้ด้วยความชื่นบาน พูดหวานนิดหน่อย ก็จะมอบชีวิตให้แล้วนะ..แต่ทำไงได้โลกนี้เป็นอย่างนี้มานานแล้ว คนหนุ่มสาวมีชีวิตอยู่เบื้องหน้า คนชรามีชีวิตอยู่เพื่อเบื้องหลัง เพราะท่านชอบเล่าเรื่องในอดีตให้ลูกหลานฟังเสมอนะ...

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ยิ่งคับขันยิ่งต้องใจเย็น

เพียงแต่สงสัยเท่านั้น ก็ควรจะเก็บความสงสัยไว้ก่อน หาข้อมูล ข้อเท็จจริงก่อน เพราะการปล่อยคนผิดนะ ดีกว่าการลงโทษคนถูกนะครับผม...

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ขอเพียงแค่นี้..พอไหม?

ขอให้น้องเป็นแหล่งพักแห่งดวงใจของพี่ อย่าให้จิตใจของพี่ระหกระเหินเกินไป เมื่อดวงใจของพี่บอบซ้ำ ขอให้น้อยเป็นที่ฟูมฟักรักษา เมื่อใดดวงใจของพี่หม่นหมองขอให้น้องเป็นผู้ขัดเกลา เมื่อใดดวงใจของพี่ระบมบ่มหนอง ขอให้น้องเป็นผู้แคะได้เอาหนองนั้นออก..น้องรัก...ขอให้น้องจำไว้เถิดว่า ในชีวิตนี้พี่จะมีน้องเพียงผู้เดียวไว้ในดวงใจ พี่ขอมอบดวงใจดวงนี้ไว้ในความคุ้มครองของน้อง ซึ่งพี่รักสุดที่จะหักห้าม สุดที่จะคืนคลายและถ่ายถอนได้..โอ้นำตาจะไหล...ซึ้งหรือน้ำเน่าเนี่ยเรา...

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ท่านทำได้หรือ....

ผมดูข่าวดาราหลายคู่ที่รักกัน แล้วเลิกกันบอกไม่มีอะไรกันยังรักกันปกติ ยังเป็นมิตรต่อกัน ในมุมมองของผมว่าการแปรความรักจากสภาพอย่างหนุ่มสาวมาเป็นมิตรภาพนั้น เป็นเรื่องที่ลำบาก ทำได้ยาก คนใจสูงจริงๆ เท่านั้นที่จะทำได้ ส่วนการแปรสภาพจากมิตรภาพมาเป็นคนรักนั้น ทำได้ง่าย และมีตัวอย่างให้เราเห็นได้อยู่เสมอ..อย่างนี้พอจะเดาได้ว่าอะไรคือความจริงนะครับผม...และคุณละทำได้เปล่า....

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อย่าดูหมิ่นของเล็กน้อย...

คนเรามักจะไม่ค่อยระวังเรื่องการใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ปล่อยให้รั่วไหลออกไปเรื่อยๆ เขาลืมนึกไปว่า รูรั่วนิดเดียวก็ทำให้เรือจมน้ำได้ คนที่จะสร้างอนาคตควรจะประหยัดและอดออม แม้จะเก็บทีละเล็กทีละน้อยก็ยังดีกว่าไม่เก็บเสียเลย ดูแต่น้ำชิมันหยดที่ละหยดๆ ก็ยังเต็มตุ่มได้ คนส่วนมากมักจะคิดว่าเก็บทำไมทีละน้อย สักกี่ปีมันจึงจะเป็นเงินเป็นทองก้อนใหญ่ เหนื่อยแรงเปล่า สู้เอามาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ให้ความสุขความเพลิดเพลินเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ ถ้าคนเราคิดตรงกันข้ามก็จะเห็นว่า ทีละเล็กละน้อยมันมีความสำคัญเพียงใด ท่านลองไปกู้หนี้ยืมสินเขามาทีละน้อยๆ ดูแล้วกัน จะเห็นความสำคัญของเรื่องที่ผมกล่าวอย่างชัดเจนนะครับผม....

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทำไมคนจึงมีกิ๊กหรือชู้กัน

สตรีที่ถูกบังคับให้แต่งงาน แล้วอยู่ไปๆ ก็มีเรื่องรักกับชายอื่น ซึ่งไม่ใช่สามีของตัวเองอยู่บ้างมิใช่หรือ? ผู้ชายก็เหมือนกัน นี่คือสาเหตุที่แต่งงานโดยไม่มีความรัก ก็จะต้องไปหาหญิงอื่นซึ่งตัวรัก แต่มิใช่ภรรยา เรื่องกิ๊กหรือชู้ก็จะเกิดขึ้น ความรักเป็นเรื่องสำคัญมากอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ความราบรื่นในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ามองว่าคนที่แต่งงานด้วยความด้วยความรัก ก็มีกิ๊กมีชู้อยู่เหมือนกันแหละนะ...คุณว่าไหม.เพราะอะไรผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้นะ....

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทุกคนต้องมี

คนเราทุกคนมีความลับ ความลับซึ่งเขาเปิดเผยกับใครไม่ได้ แม้แต่ตัวเขาเอง เขาก็ยังไม่อยากเปิดเผย นั้นคือ ความลับที่เขาไม่อยากจะนึกถึงมัน ทุกคนน่าจะเคยทำชั่วที่น่าบัดสีไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง จะต่างกันก็เพียงแต่มากหรือน้อย หนักหรือเบาเท่านั้น บุคคลผู้มีมารยาทงาม ย่อมรู้จักให้เกียรติความลับของผู้อื่นเสมอ...ท่านละมีความลับแบบนี้ไหมหนอ...

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สิทธิส่วนบุคคล

ถ้าฉันรักใคร ก็อยากจะรักอยู่ข้างเดียวไม่อยากบอกให้เขารู้ รักเขาข้างเดียวนี้แหละ สบายใจดี เพราะเขาจะไปรักใคร ชอบใครและเที่ยวไปกับใคร เราก็ไม่ว่าอะไร ขออย่างเดียว ขอให้เราได้รักเขาเท่านั้นก็พอแล้ว ที่สำคัญเขาไม่สามารถห้ามไม่ให้เรารักไม่ได้ เพราะความรักเป็นของเรา เขาไม่รับรู้นั่นแหละดีที่สุด......ทำได้เปล่านะ...

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

ค่าของแจกันรัก....

รักคนเรามันเหมือนแจกันไม่ควรจะปล่อยให้มันว่างเปล่า...หาดอกไม้มาปักเข้าชิ ขึ้นชื่อว่าแจกันแล้ว ไม่ควรจะปล่อยให้ว่างเปล่าไว้เฉยๆ มันมีไว้สำหรับปักดอกไม้ เมื่อไม่มีดอกไม้ปักมันก็ต้องเก่าคร่ำคร่า และแตกทำลายไปอย่างน่าเสียดาย ไม่คุ้มค่าอะไร ไหนๆ มันจะเก่าและแตกทำลายไปทั้งที ควรจะเก่าไปด้วยดอกไม้อยู่เสมอ ดอกอะไรก็ได้หามาปักไว้เถอะนะ..คนเราก็เหมือนกัน...การไม่มีรักเลยก็เหมือนแจกันที่ว่างเปล่าไร้ค่า จะแก่ จะตายทั้งทีก็ควรจะมีความรักเคียงข้างเสมอนะ....แม่นบ่...

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

หญิงใดไหนเล่าจะทนไหว....

การโอบอุ้มเอาความรักไว้ โดยไม่มีทางได้สมปรารถนาเลยนั้น เป็นความทรมานใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง และที่สำคัญผู้หญิงมักจะทนเรื่องนี้ไม่ค่อยได้..จริงไหมท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย...

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

ความเจ็บปวดที่หาที่เปรียบมิได้.....

นี่เธอ...ฉันอุตส่าห์บุกบั่นดั้นด้นมาหา โดยไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น หวังว่าจะได้รับไมตรีจิตจากเธอเป็นเครื่องตอบแทนความพยายามนั้น แต่เมื่อการณ์กับตรงกันข้าม กลับเป็นถูกไล่ให้จากไป ใครเล่าจะไม่น้อยใจและผิดหวัง เหมือนเด็กซึ่งรู้ว่า มารดากำลังจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ จึงดิ้นรนกระวนกระวาย ปรารถนาความอบอุ่นจากอกแม่ เพราะความรักท้วมท้นอยู่ในใจ แต่เมื่อถูกมารดาขับไล่อย่างไม่ใยดี เด็กหรือจะไม่สงสัยในความรักแห่งมารดาตน และจกหักห้ามความน้อยใจเสียกระไรได้ ตามความรู้สึกของเด็กเขาคิดว่า มารดาคงจะใจดีและโอบอุ้มเคลียเคล้าเฝ้าจูมพิตทั้งดวงเนตรและใบหน้าที่อาบด้วยน้ำตา เขาจึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่มารดากลับปฏิเสธต่อเขาอย่างตรงกันข้ามกับที่มารดาผู้รักบุตรจะพึงกระทำ น้องหญิงเอ่ย..เด็กน้อยนั้นเป็นฉันใด ฉันเวลานี้ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ด้วยความรักจึงดั้นด้นมาหา แต่กลับได้เสียงแช่งด่าตอบแทน ใครเล่าเขาจะไม่เสียใจนะ....

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

อาวุธร้ายของสตรี..ให้บุรุษระวังด้วย...

น้ำตาของสตรีช่างมีอิทธิพลเหลือเกิน สตรีอาจสามารถฆ่าบุรุษได้อย่างง่ายดาย แม้เธอจะมีอาวุธเพียงแค่ ๒ อย่างเท่านั้น อย่างที่หนึ่ง คือ ความงาม และอย่างที่สอง คือ น้ำตา ช่างเป็นความจริงเสียนี่กระไร..ระวังไว้ด้วยนะ..หรือท่านเคยเจอแล้ว...

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

เรียบแต่แจ๋ว....

น้ำบริสุทธิ์ ส่วนมากจะจืดสนิท สะอาด และปลอดภัยโดยประการทั้งปวง ไม่มีเสน่ห์ ไม่มีแรงดึงดูดใจสำหรับคนติดในรส แต่น้ำที่ผสมให้มีรส มีสีต่างๆ แล้ว แม้จะเจือด้วยโทษนานับประการ คนก็สมัครใจกิน ห้ามก็ไม่ฟัง มันมีแรงดึงดูดมากสำหรับคนจิตใจไม่เข้มแข็งที่จะต่อต้านอำนาจยั่วยวนของมัน เช่น สุรา คนเราเห็นโทษอยู่อย่างชัดแจ้ง แต่คนเป็นอันมากก็ยังหลงไหลติดในรสของมัน หรือ เหมือนบุรุษหรือสตรีส่วนมากมักชอบคนปากหวาน เอาใจเก่ง ทั้งๆ ทีรู้ว่าเขาไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ แม้น้ำตาจะเช็ดหัวเข่าก็ยอม... แปลกจังนะ..

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

"บารมี" คือตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ถ้าบารมีมากบริวารก็เยอะ ถ้าบารมีน้อย บริวารก็น้อย แต่บารมีเป็นสิ่งที่สร้างได้โดยการสะสม ไม่ใช่สร้างวันเดียวแล้ว ประสบความสำเร็จ คนที่จะเป็นใหญ่ เป็นโต หรือมีบารมีมากจะต้องเริ่มต้นจากการมีน้ำใจ ใจถึง ใจนักเลง กล้าได้ กล้าเสีย บางคนมีน้ำใจ แต่ใจไม่ถึง บางคนใจถึง แต่ไม่มีน้ำใจ หรือเห็นแก่ตัว ก็ไม่สามารถเดินทางไปสู่ความเป็นใหญ่ได้ การสร้างบารมีที่สำคัญที่สุด คือ การทำให้คนเราสามารถมีงาน มีอาชีพได้ หรือการช่วยเหลือในยามที่ตกทุกข์ ได้ยาก ผู้ได้รับการช่ยยเหลือย่อมจะเกิดความซาบซึ้งสำนึกได้ วันนี้ข้าพเจ้าได้ร่วมงาน "หน้าที่ ต่างกัน ความสัมพันธ์เหมือนเดิม" ในโอกาสเกษียณอายุราชการ แต่บุคคลผู้มาร่วมงานมองดูแล้วบางตาเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดถึงคำว่า "บารมี" ได้ชัดเจน จุงกะเอ๋ย เจ้าจงจำไว้เสมอนะว่า การที่คนคนหนึ่งจะสามารถเสียสละเวลา เงิน แล้วเดินทางมาร่วมงานเรา เขาย่อมจะเกิดความทราบซึ้ง หรือประทับใจในเราเป็นอย่างมากนะครับ ดังนั้น ถ้าเจ้าอยากจะเป็นคนที่มีบารมี เจ้าจงพยายามทำให้คนเกิดความประทับใจ และอย่าไปทำให้เขาเกิดความไม่สบายใจเลยนะ สักวันหนึ่ง ตัวชี้วัดเจ้าจะกลับมาวัดเจ้า ซึ่งก็คือ "บารมี" นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

โลกมันกลมจริงๆ

...."โลกมันกลม" เป็นคำที่นักปราชญ์ได้กล่าวไว้หลังจากพิสูจน์กันอย่างมาก และเป็นความจริง...คำว่า "กลม" หรือ "วงจร" (Cycle) หาจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุดไม่ได้ จะชี้ตรงไหนก็ได้ ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมด ในบางครั้งก้เรียกว่า "เป็นปัญหาโลกแตก"...ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งไหนก็ตามที่มีวงจร ย่อมมีการพัฒนา มีการผลัดเปลี่ยน และที่สำคัญที่สุด คือ สามารถดำรงอยู่ในโลกนี้ได้ แต่ถ้าไม่มีตรงนี้ รับรองไม่นานก็จะตาย หรือสูญหายไปจากโลกนี้ เหลือไว้เพียงตำนานเท่านั้น...."น้ำ" ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีการหมุนเวียน การระบาย ไม่นานก็จะเกิดการเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น เพราะสาเหตุนี้ ในหลวงของเราจึงได้ประดิษฐ์คิดค้นกังหันชัยพัฒนาขึ้น เพื่อทำให้น้ำเกิดการหมุนเวียน มีการใส่ก๊าซเข้าไป เรียกว่า "การบำบัดน้ำเสีย" นั่นเอง...ด้วยเหตุนี้ หลายคน หรือแทบจะเรียกได้ว่า ทุกคนเลยก็ว่าได้ จึงพยายามที่จะสร้างบุคลากรให้โลก ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อให้เกิดวงจร หรือการสืบทอด ความเป็นตัวเองให้ได้ จะได้ไม่ตายไปจากโลกนี้ ดังคำที่เรียกว่า "ผู้สืบทอดสายเลือด" ถ้าคนไหนที่ทำไม่ได้ก็มักจะเกิดความไม่สบายใจ กลัวว่า ความเป็นตัวเองจะตายไปจากโลกนี้ ไม่มีใครสืบทอดนี่คือ เหตุแห่งความทุกข์ แต่ถ้าเราเข้าใจและมองอย่างชัดเจน ย่อมเข้าใจความเป็นธรรมชาตินี้นะครับผม....แล้วท่านละมีผู้สืบทอดหรือยังครับผม....

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

เกมส์ เกมส์ เกมส์

คำว่า "เกมส์" คือ การเริ่มต้นที่สนุกสนาน แต่แฝงด้วยสาระ มีบทสรุปที่แพ้-ชนะ ถ้าเราสามารถนำมาเป็นกลยุทธในการทำงาน หรือการจัดการเรียนการสอน หรือจัดกิจกรรมต่างๆ ย่อมจะประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว...เพราะวัยที่ศึกษา คือ วัยเด็กๆ ที่มักจะต้องอาศัย ความสนุกสนานเป็นกุญแจ เพื่อจะเดินทางไปสู่เป้าหมายได้ เพียงแค่เรารู้จักนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง เด็กๆ จะมีความเพลิดเพลินเป็นปกติ ถ้าสิ่งไหนก็ตาม เริ่มต้นด้วยความเพลิดเพลินได้ ย่อมจะทำให้เด็กอยากเรียนรู้ และง่ายต่อการประสบความสำเร็จ...วันนี้ข้าพเจ้าได้นำเด็กๆ มาเข้าค่ายลูกเสือ และได้ดูกิจกรรมผจญภัย แต่ละกิจกรรมล้วนแล้วแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจในตนเอง ความกล้า และที่สำคัญ คือ บรรยากาสแห่งการช่วยเหลือ หรือความสามัคคีนั่นเอง...คนเราถ้ามีความมั่นใจในตัวเองแล้ว ความกล้าก็จะตามมา แต่ถ้าไม่มีความร่วมมือ การเอาใจช่วยจากคนรอบข้าง ย่อมไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จได้ ถึงแม้จะสำเร็จ ก็ไม่มีความคงทน...ดังนั้น..จุงกะเอ๋ย เจ้าจงพยายามทำหน้าที่แม่พิมพ์ สอนให้เด็กมีความรู้สึกเหมือนเล่นเกมส์ รับรอง เจ้าจะประสบความสำเร็จในหน้าที่แน่นอน แต่ต้องอาศัยความมั่นใจในตัวเอง และความกล้า ที่สำคัญให้เกียรติคนรอบข้างด้วยนะครับ....

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

มองต่างมุม ในมุมที่ต่างกัน

"ความเป็นอัจฉริยะ" เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้กับคนเราทุกคน แต่จะมีความแตกต่างกันไป เว้นเสียแต่ว่าจะค้นพบได้เร็วหรือนำไปใช้ในทางถูกต้องได้อย่างไร....ถ้าคนไหนคนพบได้เร็ว ย่อมมีความเป็นไปได้ง่ายมากที่จะประสบความสำเร็จในด้านนั้นๆ และเป้นประโยชน์กับตัวเองและสังคมอย่างมาก.....เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หรือผู้ใหญ่ในด้านการศึกษาต้องเข้าใจในความเป็นจริงในจุดนี้ และยอมรับในหลักข้อนี้ เพราะจะทำให้ท่านส่งเสริม สนับสนุน และสร้างเวทีไว้สำหรับบุคคลเหล่านั้นได้แสดงความเป็นอัจฉริยะของตนเองออกมา...ข้าพเจ้าในฐานะเป็นครู หรือบุคคลที่คนเขายกย่องว่า "แม่พิมพ์" ย่อมรู้สึกไม่ดีเป็นอย่างมาก เมื่อผู้ใหญ่เหล่านั้นมักจะพูดว่า "เด็กมันโง่ หรือ เด็กนั้นไม่มีความสามารถ" เพราะสิ่งนี้ทำให้มองเห็นถึงวิสัยทัศน์ ความรู้ และการมองโลกตามความเป็นจริง ที่สำคัญย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพัฒนาได้ประสบความสำเร็จ อย่างมากก็จะพัมนาเฉพาะคนที่เก่งเท่านั้น หรือเก็บเอาเฉพาะหัวกะทิไปเป็นจุดขาย หรือหน้าตาสำหรับตัวเองแล้วพูดอย่างภูมิใจว่าข้าพเจ้าทำได้ ซึ่งตามจริงแล้ว หน้าที่ของท่านคือ ส่งเสริม สนับสนุน สร้างเวทีให้นะครับ....เมื่อเป็นเช่นนี้ สำหรับข้าพเจ้าแล้วมองว่า "ที่เด็กไม่เก่ง เพียงเพราะเด็กคนนั้นยังไม่ค้นพบตัวเอง และนำความรู้ไปใช้ในทางไม่ถูกต้องเท่านั้น" ดังนั้น เราควรที่จะมากระตุ้น สร้างเวทีสำหรับเด็กๆ เหล่านั้น ให้ค้นพบตัวเองให้เร็วขึ้น เพื่อลูกหลาน และประเทศไทยเราจะได้พัฒนานะครับผม...

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ทวนกระแส

“ทวนกระแส” คำนี้มักจะเป็นคำที่น่ายกย่อง ที่ดีสำหรับคนที่พยายามจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าใครคนไหนที่ประพฤติตัวทวนกระแสของสังคมแล้วมักจะประสบความสำเร็จ แต่ขอเน้นย้ำในทางที่ดีนะครับ เช่น คนไหนที่ทวนกระแสของกิเลส ก็มักประสบกับธรรมที่แท้จริง คนไหนที่ทวนกระแสความเกียจคร้าน ก็มักจะประสบความสำเร็จ คือความร่ำรวย คนไหนที่ทวนกระแสความฟุ่มเฟือย มักจะเป็นเศรษฐีในไม่ช้า แต่คนไหนที่พยายามทวนกระแสโดยไม่พยายามดูกาละเทศะแล้ว คุณพ่อเจ้าเอ๋ย คนนั้นถ้าสังคมไม่เรียกว่าบ้า ก็มักจะฉิบหายเองนั่นแหละและการทวนกระแสอีกแบบหนึ่ง คือ พวกทวนกระแสสังคมที่เขาพยายามพัฒนาขึ้น เช่น คนที่ทวนกระแสคนไม่ดื่มสุรา ด้วยการดื่มสุรารับรองว่าไม่นานเขาจะฉิบหาไป คนที่ทวนกระแสคนขยัน โดยการเกียจคร้าน รับรองไม่นานคนนั้นจะฉิบหายได้ เป็นต้น....ในเมื่อเป็นแบบนี้ การทวนกระแสก็ควรจะดูกาละเทศะ และต้องทวนกระแสในสิ่งที่ไม่ดีเท่านั้น ถึงจะประสบความสำเร็จ เราควรมอง และจับเอาเฉพาะในสิ่งที่ดีเท่านั้น แต่บางทีการทวนกระแสของฤดูกาลก็มีส่วนช่วยได้บ้าง เช่น เราควรจะชื้อเสื้อกันหนาวในฤดูร้อน หรือ ฤดูฝน ชื้อร่มในฤดูหนาว ซื้อเสื้อกันฝนเวลาร้อน หรือเวลาหนาว ก็คงจะได้ราคาที่ถูก หรือไม่แน่อาจจะแพงกว่าปกติก็ได้ แต่ทำไมตัวเองต้องมาตามสังคมด้วยการชื้อในฤดูนั้นๆ ด้วยนะ ...ต่อไปนี้จุงกะเอ๋ย จงทำอะไรให้ทวนกระแสบ้างนะตัวเอง เพราะว่ามันจะทำให้ตัวเองได้ของดี ราคาถูก และไม่จำเป็นต้องตามกระแสสังคมหรอกนะ...ว้า! แต่การทวนกระแสอีกแบบหนึ่ง คือ คิดถึงคนที่เขาอยู่ไกลๆ มีคนอื่นอยู่ข้างๆ อะไรแบบนี้ มันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถามหน่อยชิครับคุณๆ ทั้งหลาย

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ใครบ้างเข้าใจความจริง

ไฟใกล้สิ้นเชื้อ เรือใกล้อับปราง น้องนางใกล้ลาจาก ตัวข้าใกล้ม้วยมรณ์ มันจะเหลือคุณค่าอะไรเป็นที่หวังในอนาคตได้ ใจมันหวิวหวิว ดังนุ่นปลิวไกลจากหมอน นกไร้คานคอน เสียงโอยอ่อนขอสั่งลา แม้จะมีแต่ลมหายใจนิดหน่อยที่ยังเหลืออยู่ก็ตาม ก็ขอรวมรวมพลังที่มีกลั่นกรองเป็นความประโยคสั่งลาทุกคนในวันนี้ด้วย แม้จะลาจากไปไกลแสนไกล ด้วยกำลัง ด้วยดวงใจที่ขาดจุดหมาย เดียวดาย ไร้เพื่อน แต่ฉันก็ยังย้ำเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า “ฉันลาทุกคนครับ”

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

คนคลั่งสถาบัน

หลายคนตำหนิคนที่หลงสำนัก คลั่งมหาลัย คลั่งสถาบัน แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วเห็นไปในทางที่ว่า พวกที่ตำหนิอย่างนั้น เขาคงมีเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งในใจเขา เหตุผลนั้น อาจเป็นโดยที่เขาแกล้งพูด ซึ่งไม่ใช่ความจริงใจของเขา แต่เขาต้องพูดออกไปเพื่อประโยชน์แก่ตัวเขาเองว่า ตนเองเป็นอิสระไม่มีพันธะกับใครๆ เพื่อมีทางที่จะหาประโยชน์ต่อไป ด้วยวิธีแสดงน้ำใจกว้างขวาง วางตัวเป็นพลโลก แต่ใจจริงของเขาก็รักสถาบัน คลั่งมหาลัย หลงสำนักเหมือนกัน หรือถ้าเกิดเขาพูดออกมาจากใจจริงว่าตามที่ใจต้องการ ก็แปลว่า เขาไม่ใช่มนุษย์ หรือศิษย์ที่จะให้ความเคารพนับถือ เขาเป็นคนอกตัญญู ขายสถาบัน ขายสำนัก ขายทุกๆ อย่างได้ แม้แต่สถานที่ที่ทำให้ตัวเขาเองมีความรู้ มีวันนี้ มีความคิด หรือมีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ได้ เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง ถ้าท่านเจอคนแบบนี้ ท่านทั้งหลายกรุณาอย่าได้สมาคมด้วย หลีกพ้นให้ไกลๆ เถิดครับผม...ส่วนสำหรับตัวข้าพเจ้าแล้ว แม้จะแกล้งพูดก็ทำไม่ได้ ข้าพเจ้าเป็นโรคคลั่งสำนัก คลั่งสถาบัน มหาลัย อย่างไม่สามารถจะซ่อนเร้นได้ ใครที่รู้ปมด้อยของข้าพเจ้าอย่างนี้แล้ว เพียงแต่กล่าวยกย่องสำนัก สถาบัน มหาลัย และประเทศชาติ ที่ข้าพเจ้าอยู่อาศัย เรียน ศึกษา เท่านั้น ก็สามารถจะใช้ให้ข้าพเจ้าไปตายก็ได้นะครับ…

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

เชื้อไวรัส กำจัดดวงใจข้า

“ไวรัส” เป็นชื่อของเชื้อโรค เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีใครปรารถนา หรือต้องการเลย เพราะขึ้นชื่อว่าเชื้อโรคแล้ว ย่อมเป็นตัวทำลายสิ่งต่างๆ ให้เกิดความย่อยยับออกไป...แต่มีใครเคยคิดบ้างไหมว่า ไวรัสนั้น มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี สิ่งที่ดี เช่น มีคนปล่อยไวรัสแห่งความดี ความขยัน ออกไป ย่อมเป็นที่ต้องการของคนทั้งหลาย แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีใครปล่อยไวรัสเชื้อโรคนั้น เชื้อโรคนี้ ยิ่งไวรัสเอสไอวี แล้วยิ่งไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ เอาเสียเลยนะ ...สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนว่า จะโดนไวรัสที่ร้ายแรงที่สุด เข้าแทรกซึม กัดกินตามจุดสำคัญต่างๆ หรือตัวเฟื่องที่สำคัญในร่างกายเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็น มันสมอง หัวใจ กระดูกไขสันหลัง เป็นต้น จนทำให้ตัวเฟื่องตัวเล็กๆ เกิดปัญหาอย่างมากในปัจจุบัน เช่น ทานข้าวได้น้อย นอนไม่ค่อยจะหลับ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เป็นต้น...ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงพยายามค้นหาชื่อไวรัสตัวนี้อยู่นานวันอยากรู่ว่า มันชื่ออะไร? มีอานุภาพร้ายแรงขนาดไหน? แต่พอได้พบ ได้รู้จัก ได้ศึกษา ได้เข้าใจถึงอานุภาพของมันแล้ว เห็นทีว่าข้าพเจ้าจะไม่รอดเป็นแน่เลย คุณคงอยากรู้ด้วยกับผมนะซิว่า ไวรัสตัวนี้มีชื่อว่า อะไร? ซ่ายไหม? บอกให้ก็ได้นะว่า มันชื่อว่า “ไวรัสรัก” ไงครับคุณ หวังว่าอานุภาพของมันคุณคงเห็น และเข้าใจดีแล้วนะว่ามันขนาดไหน อธิบายให้ผมฟังอีกก็ได้นะ ยินดีรับฟัง จะได้สบาย และตายไปก็ตายไปอย่างไม่กังวล หรือว่า “ตายตาหลับ” ว่างั้น คิกๆ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เนื้อร้ายในใจข้าพเจ้า

ที่รักโปรดเข้าใจเถิดว่า…ไฟแม้น้อยนิดก็สามารถทำลายบ้านเรือน ป่าไม้ให้ย่อยยับได้ภายในเวลาชั่วพริบตา …อสรพิษ แม้ตัวน้อย ถ้าได้กัดแล้ว ย่อมสามารถล้มช้างที่บอกว่าตัวสูงใหญ่ได้ สามารถล้มคนที่องอาจ กล้าหาญได้ในไม่ช้า…เชื้อโรคน้อยนิดแค่หยดเดียว ยังสามารถทำลายอนาคต ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้ย่อยยับได้…ขนาดน้ำหยดลงหินทุกวันคืน มีหรือหินนั้นจะไม่กร่อนไปได้….วันนี้ ข้าพเจ้าได้เข้าใจแน่ชัดถึงอานุภาพของสิ่งที่หลายคนบอกว่าน้อยนิดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ เรื่องละครทีวีที่คนเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งเป็นเศษเสี้ยวของประเทศแสดง และว่าไปตามบทที่เขาเขียน หาได้มีเจตนาใดไม่ นอกเสียจากความสนุกสนาน ยังมีอิทธิพลทำให้คนทั้งประเทศเกิดการทะเลาะกันจนไม่สามารถจะร่วมงานกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการทูต การค้าขาย ธุรกิจต่างๆ เป็นต้น ได้อีก ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงให้ความสำคัญแก่สิ่งน้อยนิดให้ดี และยิ่งไปกว่านั้นถ้าสิ่งน้อยนิดนั้นเป็นความไม่ดี หรือความชั่วแล้ว ต้องรีบแก้ไขโดยด่วนนะครับ ก่อนที่จะเสียใจมากไปกว่านี้ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ทั้งๆ ที่พยายามจะแก้ไขจุดเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่ยอมมองข้ามไปตลอดมา แต่ตอนนี้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั้นได้ก่อตัวขึ้นจนเป็นก้อนเนื้อเสียแล้ว เมื่อมาสำรวจดู ให้หมอตรวจดู เอกซเรย์ดูแล้วอย่างละเอียด จึงได้รู้ว่า “มันเป็นก้อนแห่งเนื้อร้าย และอยู่ในระยะที่สามเสียแล้วด้วย ฟังหมอบอกว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะหายขาดมีแค่ 30 % เท่านั้น” อย่างนี้ จะให้ข้าพเจ้าร้องบอกแก่ตัวเองว่าอย่างไรเหรอคุณที่รักทั้งหลาย...คุณรู้ไหมว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มากมายอะไร แค่คุยวันละนิด ถามวันละหน่อย เป็นห่วงกันและกันเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้ารู้ว่ามันมีอานุภาพร้ายแรงขนาดนี้ ข้าพเจ้าคงจะไม่เป็นคนป่วยเช่นนี้ไปได้หรอกครับ จะอย่างไรก็ตามก็ได้โปรดสงสารคนไข้ผู้ใกล้วายชนม์คนนี้ด้วยนะครับผม

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

โทรมาเถิดนะคนดี ใจพี่จะขาดรอน

เหล็กที่แข็งแกร่ง โดนไฟหลอมละลายแท่ง สีเหลืองแดง ค้อนทุบแรง ๆ ก็เปลี่ยนไป….คนผู้ยิ่งใหญ่ โดนความตายทำลายสิ้น แต่กลิ่นอายแห่งความยิ่งใหญ่ก็ไม่เคยจืดจาง ยังสถิตย์มั่นในจิตใจของเหล่าลูก หลาน เหลน ต่อมา…หลายคนวางทีท่าต่อคู่สนทนา เพื่อเสาะแสวงหาท่าทีหรือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเขาอย่างระมัดระวัง…ดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ย่อมเป็นที่วาดหวังของเหล่าภมร นก ผีเสื้อที่แรมรอนจรจากพรากลูก และรวงรัง เพื่อหาอาหาร ก่อนจะเก็บเป็นเครื่องบรรณาการแด่มิตรสหายและลูกน้อย ที่คอยอยู่อย่างสงบเสงี่ยมและเจียมตัว แต่อย่างไรก็ตาม พึงเข้าใจความจริงข้อหนึ่งของสิ่งทั้งหลายว่า สิ่งทั้งหลายย่อมเปลี่ยนไป ย่อมคลี่คลาย เสื่อมสลายไปในที่สิ้นสุด …ประดุจดังความรัก ความคิดถึงใครคนหนึ่งที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเบ่งบานในจิตใจของข้าพเจ้า แล้วคลุกกรุ่นฝุ่นตลบอบอวลชวนให้เพ้อละเมอหา คู่สนทนาที่เคยพูดจากันอยู่เป็นประจำทุกวัน เมื่อคราเงียบหายไปโดยไม่ได้กล่าวขาน จนคนอย่างข้าที่บอกตัวเองว่าองอาจ กล้าหาญ ต้องประสานมือยก ขึ้นซูฮกให้แก่มัน (ความรัก) แล้วกล่าวอย่างหมดท่าว่า “ข้าพ่ายแพ้เจ้าแล้ว อย่าทรมานข้าเลย โปรดไปดลบันดาลใจให้เขาโทรหาข้าในเวลาอันใกล้นี้เถิดนะ”

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

รอคอยหน่อยนะจ๊ะที่รัก

เจ้า…ควรจะพอใจแล้วที่เจ้าได้ทำความดี เจ้าควรจะพอใจเพียงแค่นั้น อย่าให้ใจแล่นไปถึงผลของความดีเลย การไถ การหว่าน การทะนุบำรุงต้นข้าวเป็นหน้าที่ของชาวนา การออกรวงเป็นหน้าที่ของต้นข้าว โดยเฉพาะการขุดดิน การพรวนดิน รดน้ำต้นไม้เป็นหน้าที่ของชาวสวน ส่วนการออกดอกออกผลเป็นหน้าที่ของต้นไม้ เราแบ่งหน้าที่กันแล้ว ชาวนา ชาวสวนผู้ไม่ฉลาด บางครั้งหว่านข้าว ปลูกต้นไม้ลงในนาหรือ ดินที่มีความไม่ดี ไม่สมบูรณ์ที่สุด หรือบางคราวพันธุ์ข้าว หรือพันธุ์ไม้ไม่ดีเลย มิหนำซ้ำยังลีบเสียครึ่งต่อครึ่งอีก แต่เขาหารู้ถึงสาเหตุแห่งความไม่งอกงามของต้นข้าว ต้นไม้ไม่ แล้วนั่งโอดครวญถึงแรงงานของตนที่ลงไป บอกว่าเหนื่อยเปล่า อย่างนี้จะโทษใครกันแน่ครับผม… จะว่าชาวนา ชาวสวนถูก หรือต้นไม้ ข้าวในนาถูก ก็ไม่ได้นะครับ การทำบุญก็ต้องเลือกทั้งบุคคล สิ่งของ สถานที่เช่นกันนะครับผม…

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

อย่าจริงจังอะไรกับชีวิตมากนัก

ชีวิต ความรัก ความสวย ความสาว บางทีก็เหมือนดอกไม้ เพราะเติบตูมอยู่ในเบื้องต้น เบ่งบานในท่ามกลาง และร่วงโรยในที่สุด ในระหว่างนั้นก็ถูกแมลงที่ปรารถนาเกสรเข้าซอนไซ ให้ร่วงหล่นโรยราเร็วเข้า ชีวิตนี้ก็ถูกแมลง คือ ความเจ็บ ความแก่ อันตรายต่างๆ ความตรอมใจ ความคับแค้นใจ ซอนไซทำลายให้อับเฉาเช่นกันนะครับ โอ้…อย่าคิดมากชิครับตัวเอง…

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

เป็นกำลังใจให้คุณเสมอ

คนไข้ใกล้ตาย ที่อยู่ได้เพราะมีกำลังใจ แม้ทางร่างกายจะได้ตายไป หรือแน่นอนว่าจะต้องตาย แต่เขาก็ยังมีกำลังใจต่อสู้ พร้อมที่จะตื่นขึ้นมาแล้วพบกำลังใจ พบใบหน้าที่สดใส พบโลกใหม่ที่แสนจะสดสวย ฉะนั้น เราจึงไม่ควรพูดว่า ไปเยี่ยมทำไมคนไข้ ถึงไปเราก็ไม่ได้อะไร ช่วยอะไรเขาไม่ได้ ท่านรู้ไหมว่า ที่จริงแล้ว ท่านได้ช่วยเขาเป็นอย่างมาก ร่างกายที่เจ็บป่วย เป็นหน้าที่ของหมอ หมอสามารถรักษาให้หายได้ แต่คนป่วยใจ หรือ ดวงใจที่เจ็บป่วยนี้ชิ ใครเล่าจะรักษาได้ นอกเสียจากคนมาเยี่ยม มาให้กำลังใจ เช่นคุณที่กำลังทำอยู่นะครับ ดังนั้น เวลาคนที่เรารู้จักเป็นไข้ ไม่สบาย โปรดหาเวลาไปเยี่ยมให้ได้เถิดนะครับ เพื่อรักษาสภาพจิตใจช่วยเขานะครับผม….

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

เครื่องฝึกใจให้แกร่ง

ความสุขทางใจ จะมีได้ก็ต่อเมื่อยอมรับว่า เหตุการณ์ยุ่งยากทุกอย่าง ความลำบากทุกอย่าง เป็นของจำเป็นสำหรับชีวิต จะไม่มีไม่ได้ เพราะความทุกข์ทั้งหลาย คือ บทฝึกหัด ถ้าเราเกิดมาไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย จิตใจเราจะสมบูรณ์ได้อย่างไร ถ้าเราเกิดมามีแต่ความสมหวังทุกอย่าง ปรารถนาสิ่งใด หรืออยากจะมีอะไร ก็เป็นต้องได้เสมอ จิตใจของเราจะสมบูรณ์ไม่ได้ และถ้าจิตใจไม่สมบูรณ์ เราก็ไม่มีทางจะเป็นสุขได้เลย แต่คนทั้งหลายกลับไปมองเห็นความทุกข์ยากลำบากเป็นสิ่งชั่วร้าย ดังนั้น ไม่ต้องกลัวบทพิสูจน์ชีวิต หรือ เครื่องสิ่งที่คอยเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์ นะครับ…

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ต้องรู้ชัดแน่นอน…

ความตายเป็นความทุกข์ คนเราจะรู้สึกก็ต่อเมื่อตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ที่ทำให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องตายในไม่ช้าเท่านั้น จึงจะรู้สึกว่าความตายเป็นความทุกข์ และจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนทีเดียวว่า “ความกลัวตายเป็นความทุกข์ที่ทรมานอย่างแสนสาหัส” ตราบใดที่ยังปลงไม่ตก ความกลัวตายจะทรมานทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีกำลังใจที่จะทำอะไร ดังนั้น อยากจะสรุปว่า “คนเราจะรู้สึกว่าความตายเป็นความทุกข์ ก็ต่อเมื่อตนเองรู้แน่ว่า ตนจะต้องตายในไม่ช้า และปลงไม่ตกเท่านั้นเอง” ส่วนที่เหลือจะบอกว่า "ความตายเป็นเรื่องธรรมดา" เพราะตัวเองจะภูมิใจว่า เหลือเวลาอีกเยอะ...(จริงนะ) คุณว่าอย่างผมหรือไม่…???

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

ไกลจากความเกิด ก็ใกล้ความตาย

วันนี้บรรยากาศรอบนอกในเวลาตอนเช้าๆ ก็ดูเหมือนจะสดใส เสียงนกร้องทักทายกัน เป็นการบอกเตือนว่า บัดนี้ได้เวลาที่พวกเราจะได้รับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า ก่อนที่จะออกไปหาอาหารกิน ผจญภัย บ้างก็สั่งกันว่า อย่าไปไกลนักนะ บ้างก็สั่งกันเป็นการอวยพรว่า ขอให้รอดพ้น ปลอดภัย กลับมานะนี่แหละ ที่พุทธองค์ตรัสว่า ตื่นมาก็รีบสำรวจตัวเองชิว่า เรายังครบอาการ ๓๒ หรือไม่ และจงภูมิใจเถิดว่า เรารอดพ้นจากปากแห่งความเสื่อ คือ ความตายอีกหนึ่งวันแล้ว เวลาในโลกนี้เหลือน้อยแล้ว จงรีบสั่งสมวัสดุที่เกื้อกูลในหนทาง คือ ความดีเถิด เหมือนบุคคลจะเดินทางไกล ก็ต้องเตรียมทัพสัมภาระในการเดินทาง เช่น เงิน ทอง ข้าว เป็นต้น ในการการเดินทาง แล้วท่านก็จะถึงจุดหมายปลายทางด้วยดี นี่บางคนนะอายุห่างจากวันเกิดมากแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวอีกว่าใกล้จุดปลายทางแล้ว ยังหลงระเริงอีกมากด้วย ฝากนะครับ ด้วยความเป็นห่วง.…

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

อันตรายตามวัย…

ความสวยกับอันตรายนั้นย่อมอยู่ใกล้กันเสมอ น้องๆ เอ๋ย..เธอยังอยู่ในวัยสาว วัยหนุ่ม ให้ระวังอันตรายเกี่ยวกับความงาม ความหล่อเอาไว้ แต่ถ้าเมื่อใดพวกเธอ แก่ลงไป ให้พวกเธอระวังอันตรายเรื่องความโลภให้มากนะ ระวังจะทำความชั่วเพราะหวังดีต่อคนอื่น ซึ่งมีบริวารผู้ใกล้ชิด เป็นต้น…

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

อย่าดูถูกความเป็นคนนะครับ

วันนี้ข้าพเจ้านั่งฟังเสียงแม่ลูกโรงน้ำปลาถกเถียงกันแล้ว คำหนึ่งที่แม่พูดว่า“นี่…หนูออกจะมากเกินไปแล้วนะ หนูรอดชีวิต เติบโตมานั่งเถียงแม่ เถียงพี่อยู่เวลานี้ ก็เพราะได้น้ำเน่าๆ เหม็นๆ นี่เอง ขาดไม่ได้เลยสักบ้านเดียว ต้องใช้มันทุกบ้าน มันเข้าได้ตั้งแต่กระท่อมของคนซึ่งยากจนที่สุด ถึงปราสาทราชวัง แล้วพ่อ – แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของหนูก็เลี้ยงชีพมาด้วยอาชีพนี้ ถ้าหนูจะรักอาชีพอื่นก็ไม่ควรดูหมิ่นอาชีพของบรรพบุรุษ และที่สำคัญมันก็เป็นอาชีพที่สุจริตมิใช่ดอกหรือ?” ข้าพเจ้ามาคิดต่อว่า ถึงแม้คนเราจะรวยจะจน ชอบอย่างอื่นมากขนาดไหน ชอบคนอื่นมากขนาดไหน ก็ไม่สมควรที่จะดูถูกความเป็นคน อาชีพที่สุจริตของเขาเลยนะครับ ถึงผมจะจน จะไม่หล่อ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมีสิทธิของความเป็นคนอยู่ในตัว ดังนั้น คนเราไม่ได้วัดกันที่ความรวยจน แต่วัดกันที่ความเป็นคนนะครับ…

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

นี่แหละชีวิต

ดูนั่นชิ… ดอกไม้กำลังบาน มันบานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น จะไม่หวนกลับมาบานเป็นครั้งที่สองในชีวิตของดอกไม้นั้น ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน ถ้าทำให้บานเต็มทีเสียครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะบานอยู่เช่นนั้นจนร่วงโรยไป นั่นคือสิ่งอันสูงสุดที่ไม่ยอมเสื่อมถอยกลับไปตูมเหมือนเดิมได้

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

จริงเท็จอย่างไร?

เรื่องความจริงเท็จในโลกนี้ ใครถูกใครผิดอย่าได้ใส่ใจมากนัก แต่ที่ผิด คือหลอกลวงมโนธรรมในตนเองเท่านั้น เพราะคนเราทุกคนในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีสองหน้าด้วยกันทั้งนั้น แล้วแต่ท่านจะเลือกหน้าไหนเท่านั้น ถ้าเลือกหน้าจริงก็จะพบเนื้อแท้ แต่ถ้าเลือกหน้าปลอมก็จะพบแต่ความหลอกลวง ความเป็นคนเล่นละครด้วยกัน และไม่พบความจริงเลย เหมือนคำสอนของพุทธองค์ที่ว่า “ในโลกเรามีความจริงอยู่สองอย่าง คือ จริงโดยสมมติและจริงโดยธรรมชาติ” ว่าแต่ท่านจะเลือกอย่างไหนเท่านั้นเองนะครับ โอ้…อาเมน…

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

เครื่องป้องกันของสตรี

สตรีเพศมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า การไม่มีบุตรนั้นเป็นกรณีแห่งปมด้วยของตน คู่แต่งงานที่ไม่มีบุตร ฝ่ายหญิงจึงมักเดือดร้อนกว่าฝ่ายชาย อนึ่งเมื่อไม่มีบุตร เธอเกรงว่าสามีจะเบื่อหน่ายเธอ และทอดทิ้งไปโดยง่าย แต่เมื่อมีบุตรด้วยกันแล้ว เป็นการยากที่ฝ่ายชายจะทอดทิ้งได้ ความหวังบุตรจึงเป็นความหวังอันสำคัญของสตรีที่แต่งงานแล้ว และเป็นการป้องกันตัวเองให้พ้นภัย คือ การถูกทอดทิ้งโดยง่ายอีกนะครับ ดังนั้น คุณผู้ชายทั้งหลายโปรดเข้าใจสตรีในข้อนี้ด้วยนะครับ…

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

ดีคนละอย่างเน๊าะ

การสะสมทรัพย์เป็นเรื่องดี สำหรับคฤหัสถ์ แต่ไม่เหมาะสำหรับบรรพชิต เพราะคฤหัสถ์ไร้ทรัพย์ย่อมได้รับการดูหมิ่น ส่วนบรรพชิตมีทรัพย์ สะสมทรัพย์ย่อมเป็นที่เสื่อมศรัทธาของมหาชน เพราะฉะนั้น ศาสนาทุกศาสนา เมื่อสอนนักบวชก็มักจะสอนไม่ให้สะสมทรัพย์ แต่เมื่อสอนศาสนิกชนทั่วๆ ไป ที่เป็นคฤหัสถ์มักจะสอนให้สะสมทรัพย์มาเพื่อเลี้ยงตน เลี้ยงมารดา บิดา บุตร ภรรยา สามี บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข บำบัดความตายอันเกิดจากเหตุร้ายต่างๆ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย เสียภาษีอากร และเก็บสะสมไว้ใช้ในคราวจำเป็น ดังท่านกล่าวว่า เกิดเป็นมนุษย์ต้องพยายามแสวงหาทรัพย์ซึ่งยังไม่ได้ ต้องรักษาทรัพย์ที่ได้แล้วให้พ้นอันตราย เพิ่มพูนทรัพย์ที่รักษาไว้นั้น โดยทางที่ชอบ หว่านทรัพย์ที่เพิ่มพูนนั้นลงไว้ในบุญญเขต ผู้มีทรัพย์ซึ่งไม่หาเพิ่มเติม แม้จะกระเพียดเสียดใช้จ่ายให้น้อยเท่าไรก็ตาม ทรัพย์ก็ต้องหมดเปลืองไปอยู่ดีนั่นเองนะครับผม…

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

หักหอกเป็นดอกบัวดูบ้าง

จริงอยู่…เราควรทำลายศัตรู แต่เราน่าจะลองทำศัตรูให้เป็นมิตรดูบ้าง เขาอาจเป็นศัตรูที่ร้ายแรง แต่เมื่อกลับเป็นมิตรแล้ว อาจเป็นมิตรที่ดีเยี่ยมก็เป็นได้ เหมือนดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมาก แต่มีอยู่เสมอเหมือนกันที่มนุษย์ต้องเสียชีวิตครั้งละมากๆ เพราะดิน น้ำ ลม และไฟนะครับ ในทำนองเดียวกัน สิ่งที่มีโทษอย่างร้ายแรง อาจมีคุณได้ถ้าใช้ให้เหมาะ ข้อสำคัญอยู่ที่ความพอเหมาะ พอดี ความถูกส่วน มนุษย์ที่เคยดียังกลับกลายเป็นคนร้ายได้ ทำไมมนุษย์ที่เคยทำผิด คิดร้าย แม้กระทั่งข้าพเจ้า)จะกลายเป็นคนดีไม่ได้ เราต้องลอง เพราะการลองผิดลองถูกทำให้คนเรามีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ไดเสมอด้วยความรู้ที่ได้จากประสบการณ์หรอกนะครับท่านผู้อ่านทั้งหลาย ยิ่งคนที่เคยทำความชั่วจนตัวเอง นึกขึ้นมาได้แล้วต้องเสียใจภายหลังอย่างมากมายทุกที เมื่อเลิกความชั่วนั้นแล้ว มักจะเลิกได้เด็ดขาดเสมอนะครับผม

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

ศัตรู – มิตรที่ถาวรมีด้วยหรือ

ผู้หญิง ถ้าแสดงตัวว่าเป็นมิตรแล้วก็จะเป็นมิตรจริงๆ ถ้ามีความรู้สึกว่าเป็นศัตรูอยู่ในใจแล้ว ผู้หญิงไม่สามารถแสดงตัวเป็นมิตรได้ ส่วนผู้ชายอาจแสดงตัวเป็นมิตรได้ แม้กระทั้งในขณะที่มีความรู้สึกเป็นศัตรู ที่ว่าผู้หญิงสามารถเก็บความรู้สึกได้ดีกว่าชายนั้น ก็มีเพียงเรื่องเดียว คือ “เรื่องความรัก” นี่เอง เธอต้องเก็บ เพราะความจำเป็นในการสงวนศักดิ์ศรีเท่านั้นเอง เรื่องนอกจากนี้แล้ว ผู้ชายจะเก็บความรู้สึกได้ดีกว่าผู้หญิงมากนะครับ โปรดเข้าใจไว้ด้วยนะครับคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงทั้งหลาย…

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

ของเก่าอาจมีค่าดี

อย่าคิดมากไปเลยว่า สตรีที่เคยมีสามีแล้วหรือไม่เคยมีก็เหมือนกันแหละนะ ที่มีแล้วเราก็ยังพอรู้ว่าเขาเคยผ่านมือผู้ชายมาเท่าไรแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ไม่ควรไปถืออะไรมาก เพราะธรรมดาสตรีนั้นเหมือนดวงจันทร์ แม้จะเว้าแหว่งไปบ้างเป็นครั้งคราว ก็กลับเต็มขึ้นได้อีกอย่างเดิมและครับคุณผู้ชายทั้งหลาย…

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

ช่องว่างระหว่างเรา

ถ้าพวกเรากระเสือกกระสนเพื่อความมั่งคั่ง สมบูรณ์ทางทรัพย์สิน เพื่อให้มีทุกสิ่งทุกอย่างเสนอสนองความอยากซึ่งมีลักษณะวิ่งออกนอกหน้าอยู่เสมอแล้ว เราได้เคยสำรวจบ้างหรือไม่ว่า ความมั่งคั่งพรั่งพร้อมทางทรัพย์สินได้มาทำให้เรา ขาดแคลนความเมตตาปราณี ขาดแคลนน้ำใจอันพึงจะมีต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก และกำลังแหวกว่าย มือขวักไขว่อยู่ในทะเลชีวิต ขอความเมตตาปราณีจากเพื่อนมนุษย์ผู้ถึงแล้วซึ่งฝั่ง คือความสำเร็จ ถ้าความมั่งคั่งร่ำรวยทรัพย์สิน ทำให้พวกเราต้องขาดแคลนความเมตตาปราณีแล้ว มันจะกลายเป็นพิษเป็นภัยในภายหลัง ประหนึ่งเหมือนอาหารที่ไม่ย่อย ทำให้ผู้บริโภคทนทุกข์ทรมาน อันธรรมดาทรัพย์สมบัติทั้งปวงนั้น ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎ ๓ ประการ คือ ถูกใช้สอยให้หมดไปหนึ่ง พังพินาศไปเองหนึ่ง หรือมิฉะนั้นเจ้าของทรัพย์ย่อมตายจากไปหนึ่ง ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ความตาย แม้มันค่อยข้างจะเป็นศัตรูอย่างร้ายแรงของความมั่งคั่งร่ำรวย แต่มันก็เป็นมิตรที่ดียิ่งของคนจนที่ไม่มีอะไรจะกิน เป็นมิตรของคนชรา และเป็นมิตรของคนสิ้นหวัง เป็นโรคร้ายไม่สามารถรักษาให้หายได้เหมือนกันนะครับ แล้วแต่คุณจะมองครับผม…